เจาะ 5 ประเด็นหลักที่ลิเวอร์พูลชนะ ทะลุ 16 ทีม ในแชมเปี้ยนส์ ลีก

13 Dec by admin

เจาะ 5 ประเด็นหลักที่ลิเวอร์พูลชนะ ทะลุ 16 ทีม ในแชมเปี้ยนส์ ลีก

เจอร์เก้น คล็อปป์ และลูกทีม “หงส์แดง” ทำภารกิจสุดสำคัญในการทำตามเงื่อนไขที่จะผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการเปิดบ้านชนะ นาโปลี 1-0 ที่สนามแอนฟิลด์ จากประตูทองคำฝังเพชรของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ตั้งแต่ครึ่งแรก รวมทั้งจังหวะเซฟสุดปาฏิหาริย์ อลีสซง เบ็คเกอร์ นายทวารชาวบราซิเลียน

ก่อนเกม “หงส์แดง” มีเงื่อนไขเดียวอยู่ในหัวก็คือต้องชนะ และห้ามเสียประตูเพื่อที่จะเพิ่มโอกาสเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยตลอดทั้งเกมเจ้าบ้านครองเกมได้เป็นส่วนใหญ่ สร้างโอกาสได้มากกว่า และมีจังหวะหวาดเสียวที่จะบวกสกอร์เพิ่มหลายครั้งโดยเฉพาะสองจังหวะท้ายเกมจาก ซาดิโอ มาเน่ แต่ไม่เป็นประตู

ที่สำคัญในจังหวะช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากลูกโยนของ นาโปลี บอลตกไปที่เท้าของ อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค  ที่ซัดเต็มเหนี่ยว แต่ อลีสซง โชว์ให้โลกได้เห็นว่าค่าตัว 65 ล้านปอนด์ (ราว 2,925 ล้านบาท) มันช่างคุ้มค่าขนาดไหนที่ “เดอะ เร้ดส์” ยอมควักกระเป๋าจ่ายให้ โรม่า เพื่อดึงตัวเขามาเฝ้าเสาในแอนฟิลด์

แม้ว่าแมตช์นี้ ลิเวอร์พูล จะเบียดชนะเพียง 1 ประตู แต่ต้องยอมรับว่า คล็อปป์ วางหมากมาดีเยี่ยม ในการตัดเกมบุกของ นาโปลี จนแทบไม่มีโอกาสได้สร้างความหวาดเสียวให้กับเจ้าบ้านมากนัก แถมพวกเขายังมีจังหวะสวนกลับหลายต่อหลายครั้ง และหาก มาเน่ มีความคมกว่านี้ สกอร์คงไม่ใช่แค่หนึ่งลูกแน่นอน

  • โม ซาลาห์ ระเบิดฟอร์มช่วงเวลาสำคัญนำหงส์ลอยลม

ช่วงที่ผ่านมา ดาวเตะทีมชาติอียิปต์ ยังไม่สามารถผลิตผลงานดีมีคุณภาพให้กับต้นสังกัดเหมือนเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาเลย แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะเรียกฟอร์มเก่งกลับมาอย่างไม่ลดล่ะ และสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ผลิดอกออกผลอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเกมที่ซัดแฮตทริกถล่ม บอร์นมัธ เกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และจากนั้นก็ตามด้วยประตูทองแมตช์รับมือ นาโปลี

แม้ว่า ซาลาห์ จะต้องเจอกับงานสุดหินในการสู้กับแนวรับของ นาโปลี โดยเฉพาะการโดน คาลิดู คูลิบาลี่ กองหลังจอมแกร่งของทีมเยือนไล่บี้ขยี้ไม่ให้ได้เล่นได้สะดวกโยธิน แต่สุดท้ายนักเตะก็สามารถงัดฟอร์มสุดยอดในการลากหนี แนวรับชาวเซเนกัล และซัดบอลสุดเฉียบคมเบียดเสาเข้าประตูไปอย่างสุดยอด ถือเป็นหนึ่งในประตูที่สุดล้ำค่าของ “เดอะ เร้ดส์” ในซีซั่นนี้เลยก็ว่าได้

สำหรับฟอร์มในครึ่งแรกของ ซาลาห์ ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ และในครึ่งหลัง อดีตแข้ง เชลซี และ โรม่า ยังคงป่วนเกมรับของ นาโปลี ได้ตลอด และสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะจังหวะส่งให้ มาเน่ ยิง แต่น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมสังกัดดันซัดออกไปหน้าตาเฉย

  • พลังแห่งแอนฟิลด์

เป็นที่ทราบกันดีทั่วทั้งยุทธจักรลูกหนังยุโรปว่า แอนฟิลด์ คือสนามที่สุดยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่ง “เดอะ เร้ดส์” และบรรดาสาวก “เดอะ ค็อป” แสดงให้เห็นแล้วว่าแรงกระตุ้นจากเสียงเชียร์ที่ดังกึกก้องทั่วสนาม เป็นแรงขับสำคัญให้นักเตะลิเวอร์พูลวิ่งไม่คิดชีวิต

“เดอะ เร้ดส์” ทำผลงานไม่น่าอภิรมย์กับการเล่นเกมเยือนในฟุตบอลถ้วยใบยุโรปฤดูกาลนี้ เมื่อพวกเขาแพ้เรียบวุธในการเล่นกลุ่ม ซี และทำให้ต้องลุ้นแทบรากเลือดในแมตช์สุดท้าย อย่างไรก็ตามด้วยการเล่นในบ้านพร้อมกับพลังเชียร์ของแฟนบอลทำให้พวกเขาสามารถพลิกนรกเข้ารอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ มีการบ้านกองโตที่จะต้องแก้ไขนั่นก็คือการเล่นเกมเยือน และถ้าหากพวกเขายังไม่สามารถสร้างผลงานได้ดีในการออกนอกถิ่น งานนี้บรรดาพองเพื่อน “หงส์แดง” เตรียมจูบลาโอกาสเข้ารอบชิงชนะเลิศที่สนามวานด้า เมโทรโปลิตาโน่ ในกรุงมาดริด เดือนพฤษภาคมปีหน้าแน่นอน

งานนี้ ดรีส์ เมอร์เท่นส์ กองหน้าชาวเบลเยียมของ นาโปลี คงรู้เช่นเห็นชาติแล้วว่าป้ายสัญลักษณ์คำว่า “ดีส อีส แอนฟิลด์” (This Is Anfield) มันไม่ได้เกี่ยวกับขนาดว่าใหญ่หรือเล็ก แต่มันเกี่ยวกับมนต์ขลังแห่งความยิ่งใหญ่ในแอนฟิลด์ !!??

  • ฟาน ไดค์ กำแพงเหล็ก

เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ หอคอยยักษ์แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และเป็นผู้เล่นกองหลังที่ ลิเวอร์พูล เฝ้ารอมานาน โดยงานนี้จำนวนเงินที่ทีมยอมทุ่มซื้อประมาณ 75 ล้านปอนด์ (ราว 3,225 ล้านบาท) มาจาก “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน มันช่างคุ้มค่าทุกเพนนีจริงๆ

แนวรับชาวดัตช์ เล่นด้วยความแข็งแกร่ง และคอยคุมแผงกองหลังของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญนักเตะยังเป็นผู้เล่นตัวใหญ่ที่มีความเร็ว, พละกำลังเหลือล้น และยังมีความเป็นผู้นำในการคอยทำหน้าที่สั่งเพื่อนร่วมทีมให้เล่นด้วยสมาธิ และไม่ให้หลุดจากตำแหน่งของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ วัย 27 ปีโชคดีพอสมควรที่ไม่โดนไล่ออกหลังจากเสียบหนักใส่  เมอร์เท่นส์ ในครึ่งแรกแต่ก็ทำให้เขาต้องโดนใบเหลืองทำให้ต้องเล่นด้วยความระมัดระวัง กระนั้น ฟาน ไดค์ ยังสามารถสกัดจังหวะสำคัญให้ทีมได้หลายครั้ง แถมยังคอยขึ้นมาเติมเกมบุก โดยเฉพาะจังหวะที่ได้วอลเลย์ในกรองเขตโทษช่วง 10 นาทีสุดท้าย แต่ยิงไม่ถนัดบอลไต่เท้าหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

  • อลีสซง โชว์ซูเปอร์เซฟอีกครั้ง

อลีสซง เพิ่งโชว์จังหวะป้องกันสุดยอดในเกมชนะ เบิร์นลี่ย์ และแมตช์ล่าสุดเขาก็ทำให้โลกเห็นแล้วว่าค่าตัวจำนวนมหาศาลที่ ลิเวอร์พูล ยอมทุ่มเงินเพื่อดึงเขามาร่วมทีมเป็นอะไรที่โคตรคุ้มค่าจริงๆ

ในจังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงทดเวลาบาดเจ็บ และ ลิเวอร์พูล ยังนำเพียง 1-0 เท่านั้น แม้ว่าสกอร์แบบนี้จะทำให้พวกเขาได้ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ก็ตาม แต่หากโดนยิงตีเสมอก็ร่วงจากสวรรค์ทันที และก็เกือบโดนจริงๆ เพราะ มิลิค ได้ซัดโล่งๆ แต่เจอความเหนียวของ นายด่านหน้า “ธอร์” เซฟได้อย่างเหลือเชื่อ

ต้องบอกว่านี่คือหนึ่งในการป้องกันแห่งฤดูกาลจากความสุดยอดของ อลีสซง อย่างแท้จริง แม้ว่าภารกิจจะประสบความสำเร็จ แต่ก็แค่ก้าวแรกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ฟอร์มของ โกล์แซมบ้า คงทำให้หลายๆ คนโล่งใจจริงๆ เพราะไม่ต้องมาลุ้นหนักเวลาเห็น ซิมง มิโญเล่ต์ หรือ ลอริส คาริอุส (กรณีกลับมาจากการส่งไปยืมตัว) ยืนเฝ้าเสา

  • มาเน่ ไม่มาน่ะจ๊ะ

ซาดิโอ มาเน่ ทำให้บรรดาสาวก “เดอะ ค็อป” ต้องผิดหวังพอสมควรในช่วงหลายๆ เกมที่ผ่านมา เพราะนักเตะมักจะพลาดยิงประตูในจังหวะที่ไม่น่าพลาด และบางครั้งก็เล่นในเชิงเห็นแก่ตัว ไม่ยอมส่งบอลให้เพื่อนที่มีโอกาสทำประตูได้มากกว่า

สำหรับเกมกับ นาโปลี หาก ลิเวอร์พูล มีเงื่อนไขต้องชนะมากกว่า 1 ประตูเชื่อว่า มาเน่ คงโดนสับเละเทะหลังจบเกมแน่นอน เพราะเจ้าตัวมีโอกาสที่จะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายหลายครั้งในแมตช์นี้ โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกมที่ต้องบอกว่าเป็นโอกาสทองฝังเพชร

จังหวะแรกเกิดจากตอนที่ ซาลาห์ ส่งบอลถวายผ่านให้ไปที่หน้าประตู แต่ มาเน่ ดันยิงออกหน้าตาเฉย และอีกจังหวะเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย เมื่อ ดาวเตะทีมชาติเซเนกัล หลุดเดียวเข้าไปดวลกับ ดาวิด ออสปิน่า นายทวารทีมเยือน แต่ดันซัดออกเสาไกลไปซะงั้น

ตอนนี้สิ่งที่ คล็อปป์ ต้องทำอีกเรื่องก็คือเรียก มาเน่ มาคุยเพื่อปรับทัศนคติ และเพิ่มความมั่นใจ ไม่งั้นหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อาจจะส่งผลกระทบในแมตช์ที่ทีมต้องการประตูมากๆ ก็ได้